"อ้วน" ภัยต่อนักเรียนยุคใหม่จริงหรือ?

จำนวนครั้งที่อ่าน 651

 

 
รองศาสตราจารย์แพทย์หญิงชุติมา ศิริกุลชยานนท์
ภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์
มหาวิทยาลัยมหิดล

Fat -cartoon

    อ้วน เป็นโรคหรือเปล่า?

    ค่านิยมเดิมเด็กอ้วนดูน่ารัก แต่ปัจจุบันทางการแพทย์ อ้วนถือเป็นโรค เพราะจะตามมาด้วยโรคหลายๆโรค ได้แก่ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคข้อและกระดูก ขาโก่งผิดปกติ และโรคมะเร็งซึ่งมีผลกระทบต่อการเรียนและคุณภาพชีวิตอนาคตของเด็ก

    อ้วนเป็นปัญหาที่ใดบ้าง ?

    โรคอ้วนระบาดทั่วโลก มีแนวโน้มสูงขึ้นในเกือบทุกประเทศ รายงานเด็กอ้วนในยุโรปทางเหนือร้อยละ 20 ยุโรปทางใต้ร้อยละ 20-35 อเมริการ้อยละ 30 ปัจจุบันนี้เด็กไทยอ้วนขึ้นมาก พบอุบัติการเด็กอ้วน (5-15 ปี) ในเขตกรุงเทพมหานครเพิ่มจากร้อยละ 5.8 ในปี พ.ศ.2533 เป็นร้อยละ 13.3 ในปี พ.ศ.2539 ซึ่งเกิน 2 เท่า ในระยะ 6 ปี ปัจจุบันในโรงเรียนในสังกัดสำนักงานประถมศึกษาแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ ในโครงการเด็กไทยดูดืฯ พบโรคอ้วนเป็นร้อยละ 20 (ปี 2547)

    อ้วนแล้วต้องระวัง/สังเกตลักษณะอาการอะไร ที่ต้องการการดูแลรักษา?

  1. อุ้ยอ้าย เหนื่อยง่าย การเรียนรู้ลดลง
  2. ลักษณะเป็นปื้นดำหนาและขรุขระคล้ายขี้ไคล ขัดถูอย่างไรก็ไม่ออก จะเป็นสัญญานเตือนภัยที่บ่งบอกว่าเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานหากยังอ้วนต่อไป ต้องการการดูแลอย่างจริงจังด้านอาหารที่เหมาะสมและการออกกำลังกาย ถ้าควบคุมให้น้ำหนักลดลงได้รอยปื้นดำจะจางลงได้
  3. ความดันโลหิตสูงต้องตรวจวัดความดันโลหิตในเด็กอ้วน ทั้งนี้เนื่องจากความดันโลหิตสูงขึ้นตามน้ำหนักตัวมักพบความดันโลหิตในเด็กอ้วนสูงกว่าในเด็กปรกติ
  4. ไขมันในเลือดสูง ควรพบแพทย์เพื่อตรวจระดับไขมันในเลือด เพื่อการดูแลและป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดในอนาคต
  5. ระบบการหายใจ ในเด็กอ้วนพบปัญหาระบบการหายใจมีตั้งแต่โรค หอบ ภูมิแพ้ เด็กนอนกรน หยุดหายใจเป็นพัก ๆ จนถึงหายใจเองไม่ได้ อาจมีอันตรายถึงชีวิตก่อนวัยอันควร ด้วยระบบหายใจและหัวใจล้มเหลวได้
  6. โรคข้อและกระดูก ขาโก่งผิดปกติ เนื่องจากรับน้ำหนักตัวที่มาก เกิดอาการปวดข้อ
  7. ปัญหาทางจิตใจ เด็กอ้วนมักถูกเพื่อนล้อเลียน ทำให้เกิดความเครียด ปมด้อย และสูญเสียความเชื่อมั่น เกิดปัญหาทางจิตใจ มีผลต่อการเรียน และอาจกินมากขึ้นและอ้วนมากขึ้น
  8. โรคมะเร็ง มักเป็นผลจากอาหารที่มีไขมันสูง กากใยอาหารน้อย เด็กมักมีอาการท้องผูก เสี่ยงต่อโรคมะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ ฯลฯ
  9. โรคอ้วนในวัยผู้ใหญ่ อ้วนในเด็กจะมีโอกาสอ้วนในวัยผู้ใหญ่

    ทำไมจึงอ้วน ?

  • กินมาก
  • ออกกำลังกายน้อย

    ปัจจุบันพฤติกรรมการกินที่เปลี่ยนไป กินอาหารมีพลังงานเกินกว่าร่างกายจะใช้ไปและเกินความต้องการ จึงเก็บสะสมไว้ในลักษณะไขมัน ผลจากแนวโน้มของการบริโภคอาหารได้รับอิทธิพลจากสื่อโฆษณาต่างๆ และร้านอาหารต่างๆ โดยเฉพาะฟาสท์ฟูดเพิ่มขึ้นมาก และระบบจัดส่งถึงบ้านเพื่ออำนวยความสะดวก ทำให้เด็กไทยรับประทานอาหารเหล่านี้เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูง กากใยอาหารน้อย นอกจากนี้ในยุคไอที เด็กสนใจเล่นคอมพิวเตอร์ จะเป็นเกมส์หรืออินเตอร์เน็ท หรือการใช้เวลาว่างในการดูทีวีเพิ่มมากขึ้น และส่วนใหญ่จะรับประทานขนมขบเคี้ยวไปด้วย เป็นการสะสมพลังงานที่ได้รับจากอาหารเพิ่มขึ้น การออกกำลังกายลดลงหรือถูกละเลย ขาดวินัยในการใช้เวลาและการรับประทานอาหารเป็นเวลา

    จำนวนมื้อ มากกว่า 3 มื้อ การกินจุบจิบ โดยเฉพาะมื้อก่อนนอนซึ่งส่งผลมาก กินเสร็จนอนจะอ้วนง่าย

    อาหารที่ทำให้อ้วนได้แก่ อาหารที่มีไขมันสูง เช่น หมูทอด ไก่ทอด ขาหมู ข้าวมันไก่ แกงกะทิ พิซซ่า ฯลฯ ขนมหวาน แป้ง น้ำตาล ขนมกรุบกรอบ ขบเคี้ยวต่างๆ นอกจากอ้วน ฟันก็ผุ น้ำหวาน น้ำอัดลม น้ำผลไม้เพราะมีน้ำตาลสูง นม ถ้าดื่มมากเกินไปก็อ้วนเช่นกัน

  • พันธุกรรม ครอบครัวที่พ่อ แม่อ้วน ลูกมักอ้วน
  • วิถีชีวิตและสังคม ความเป็นอยู่สมัยนี้มีเครื่องผ่อนแรงมากมาย ทำให้ไม่ค่อยได้ใช้แรงกาย ส่วนใหญ่ทำงานนอกบ้าน ไม่มีเวลาทำอาหารทานเอง ต้องพึ่งอาหารปรุงสำเร็จ แต่ขาดความรู้ในการเลือกซื้ออาหารที่มีคุณค่า
  • สิ่งแวดล้อม สื่อโฆษณาด้านอาหาร ขนมขบเคี้ยว ตลอดจนสถานที่จำหน่ายและนำส่งถึงบ้าน
  • ค่านิยม เด็กอ้วนน่ารัก
  • การเลี้ยงดู ตามใจลูกและขาดการฝึกวินัยในการกินและการออกกำลังกาย

    การป้องกันโรคอ้วนในเด็ก

  1. พ่อแม่เป็นรูปแบบที่ดีในการรับประทานอาหารและมีพฤติกรรมการกินที่เหมาะสม ฝึกวินัยให้ลูกกินอาหารเป็นมื้อ เป็นเวลา ไม่จุบบจิบ
  2. ดูเมนูอาหารลูก ให้เคยชินกับการกินอาหารตามธรรมชาติ หลีกเลี่ยงอาหารกระป๋อง ไม่ควรมีน้ำอัดลมไว้ในตู้เย็นซึ่งหยิบฉวยง่าย ทั้งนี้เพราะน้ำอัดลมมีปริมาณน้ำตาลสูง
  3. อย่าตามใจลูกเรื่องขนม และอาหารที่ไม่เหมาะสม ซึ่งโดยมากพ่อแม่ทราบดีว่าไม่ควรให้ลูกกินอะไร แต่มักตามใจมาจนชิน และไม่สามารถควบคุมได้
  4. ฝึกวินัยให้ลูกรู้จักแบ่งเวลา มีการออกกำลังกาย การพักผ่อน และการช่วยงานบ้าน ทำกิจกรรมร่วมกัน
  5. ควรศึกษาดูจำนวนแคลอรี่ที่มีในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ หลีกเลี่ยงของที่มีรสหวาน และแคลอรี่สูง
  6. หมั่นสังเกตดูพฤติกรรมในการกิน การนอน และการออกกำลังกายของลูก ช่วยกันทั้งครอบครัวคือ พ่อ แม่ ลูก ช่วยกันควบคุมน้ำหนักและรับคำปรึกษาจากแพทย์

    เอกสารอ้างอิง

  1. http://www.obesity.org/subs/childhood/prevalence.shtml (Access October 12,2003 )
  2. http://www.iotf.org/media/IOTFmay28.pdf (Access October 12,2003 )
  3. Langendijk G, Wellings S, van Wyk M, Thompson SJ, Mc. Comb J, Chusilp K. Prevalence of childhood obesity in primary school children in urban Khon kaen, Northeast Thailand. Asia Pac J clin Nutr 2003 ; 12 (1) : 66-72.
  4. Sukamoto N, Wanson S, Tontisirin K, Marui E. Social epidemiologic study of obesity among preschool children in Thailand. Int J Obes 2001; 25(3): 389-94.
  5. http://www.kidsource.com /kidsource/content2/obesity.html (Access October 12,2003 )
  6. http://www.obesity.org/subs/childhood/healthrisks.shtml (Access October 20,2003 ).
  7. ศ.เกียรติคุณ พญ.ชนิกา ตู้จินดา . การป้องกันโรคอ้วนในเด็กและวัยรุ่น. เอกสารประกอบการอบรมครูเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ในการส่งเสริมสุขภาพเด็กวัย เรียน โครงการเด็กไทยดูดี มีพลานามัย วันที่ 10-11 พฤษภา   

แสดงความคิดเห็น